พบแล้ว เจดีย์บรรจุอัฐิ “พระราชมนู” ทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวร

พบแล้วเจดีย์บรรจุอฐิ พระราชมนู ทหารเอกคู่พระทัยสมเด็จพระนเรศวร ตั้งอยู่ในวัดเมืองอ่างทอง หลังชาวโซเชียลตามหาสถานที่บรรจุอัฐิ%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระครูสุวัฒน์วรกิจ (สุพจน์ สุวจจโน) เจ้าอาวาสวัดช้าง (ช้างให้) ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง ว่าภายในวัดมีเจดีย์รูปทรงกลม (ระฆังคว่ำ)สมัยอยุธยาตอนปลาย บรรจุอัฐิพระราชมนูทหารเอกคู่ใจสมเด็จพระนเรศวร พร้อมด้วยเจดีย์บรรจุอัฐิภรรยาพระราชมนู และวิหารที่พระราชมนูสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนเรศวร หลังชาวโซเชียลตามหาประวัติของพระราชมนู ขุนศึกคู่พระทัยของสมเด็จพระนเรศวรซึ่งหายไปจากประวัติศาสตร์

พระครูสุวัฒน์วรกิจ กล่าวว่า วัดช้างให้ สร้างราวปี พ.ศ. 1845 ต่อมาสมัยอยุธยามีการรบที่ทุ่งบางแก้ว พระราชมนู แม่กองระวังหน้า ได้ใช้วัดช้างให้เป็นที่ตั้งทัพทหารหมื่นนาย ออกรบแบบกองโจรกับพระเจ้าเชียงใหม่จนได้รับชัยชนะ สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดให้นำพระราชทรัพย์มาปฎิสังขรณ์วัด พระราชมนู (เพชร) จึงให้นายพลอยครูดาบใช้เรือกระแชงไปขนทองคำและสิ่งของที่จำเป็นจากกรุงศรีอยุธยา พร้อมช่างสิบหมู่มาช่วย

 ต่อมาหลังเปลี่ยนแผ่นดิน พระราชมนูได้ลาออกจากตำแหน่งสมุหกลาโหม มาบวชที่วัดช้างให้ และได้สร้างวิหารถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนเรศวร พระราชมนู หรือ หลวงพ่อเพชร ได้จำพรรษาที่วัดช้างให้จนสิ้นอายุขัย ศิษย์และชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิรูปทรงกลม (ระฆังคว่ำ) ของท่านและภรรยา มาจนบัดนี้ โดยในวันที่ 9 ตุลาคมนี้จะมีการสร้างอนุสาวรีย์พระราชมนู เพื่อให้เยาวชนและประชาชนได้รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเจดีย์ซึ่งบรรจุอัฐิของพระราชมนูอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมอย่างมาก ซึ่งทางวัดทำได้แต่เพียงดูแลรักษาไม่ให้ทรุดโทรมไปมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่หน่วยราชการที่มีหน้าที่ดูแลโบราณสถานสำคัญไม่เคยเข้ามาสำรวจหรือปรับปรุงแต่อย่างใด ชาวบ้านจึงอยากให้ช่วยบูรณะเจดีย์ให้สวยงาม สมกับคุณความดีที่ท่านทำให้กับแผ่นดิน

ถ.ลาดพร้าว,เพชรเกษม,เพชรบุรี,พระราม3รถติด

บก.จร. ถนนลาดพร้าว เพชรเกษม กรุงธนบุรี เพชรบุรี สุขสวัสดิ์ รัชดาท่าพระ พระราม 3 ปริมาณรถมาก เคลื่อนตัวช้ากองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) รายงานสภาพการจราจรถนนลาดพร้าว ขาเข้า จาก แยกโชคชัย 4 มุ่งหน้า แยกภาวนา ไปแยกรัชดาลาดพร้าว รถหนาแน่น เริ่มหยุดที่แยกโชคชัย 4%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94ต่อเนื่องจากที่ แยกรัชดาลาดพร้าว เลี้ยวขวาไป ถนนรัชดาภิเษก รถหนาแน่น
ถนนเพชรเกษม ขาเข้า จาก ม.สยาม มุ่งหน้า แยกท่าพระ รถมากเคลื่อนตัวช้า ท้ายสะสมซอยเพชรเกษม 36 ถนนกรุงธนบุรี ขาเข้า จาก แยกตากสิน มุ่งหน้า สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน รถหนาแน่นเคลื่อนตัวช้า ท้ายสะสมสะพานข้ามแยกตากสิน ต่อเนื่องจาก ถนนสาทรเหนือ รถหนาแน่นถนนเพชรบุรี ขาเข้า จาก แยกมิตรสัมพันธ์ มุ่งหน้า ใต้ด่วนเพชรบุรี รถมากเคลื่อนตัวช้า ท้ายแยกมิตรสัมพันธ์
 ถนนสุขสวัสดิ์ จาก แยกวัดสน มุ่งหน้าขึ้นทางด่วนช่วงด่านสุขสวัสดิ์ รถหนาแน่นเคลื่อนตัวช้า ท้ายสะสมแยกวัดสนถนนรัชดาท่าพระ ขาเข้า จาก แยกมไหสวรรย์ มุ่งหน้า สะพานพระราม 3 รถหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า ท้ายสะสมแยกรัชดาตลาดพลูถนนพระรามที่ 3 ขาเข้า จาก แยกบุคคโล มุ่งหน้า สะพานกรุงเทพฯ ไปแยกถนนตก รถหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า ท้ายสะสม 800 เมตร ก่อนขึ้นสะพาน

เเฉ “จุดผ่านแดนช่องจอม” เเค่ 50 บาทผ่านฉลุย ไม่ต้องมีเอกสารใดๆ

(12 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียน พฤติกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิงบางกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ว่า มีการยินยอมให้คนเข้าออกเมืองโดยผิดกฎหมาย รับเงินสินบนด้วยเงินเพียง 50 บาท เพื่อแลกให้คนเข้าเมืองได้สะดวก ทั้งกรณีที่ไม่มีหนังสือเดินทาง และมีหนังสือเดินทางแต่ไม่ลงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ และมีการจ้างชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาทำงานอยู่ภายในบริเวณด่านช่องจอม

%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2

อีกทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง แสดงตนเอื้อประโยชน์กับนักพนันที่ข้ามแดนไปเสี่ยงโชคยังบ่อนคาสิโน 2 แห่ง เลียบชายแดนไทย และมีการเรียกเก็บส่วยจากพ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุกสินค้า ที่วิ่งข้ามแดนเข้า-ออกฝั่งไทย เริ่มต้นตั้งแต่ 50 -500 เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวก ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ

ทีมข่าวรุดลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยมีการวางแผนนำธนบัตรใบละ 50 บาท ให้ทีมข่าวปลอมตัวแฝงทำทีเป็นนักท่องเที่ยว ประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ โดยไม่มีเอกสารหรือหนังสือเดินทางใดๆ ทั้งสิ้น พอเข้าไปยังช่องทางพิเศษซึ่งอยู่บริเวณซ้ายมือของตู้ตรวจหนังสือผ่านแดน พบว่ามีชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากที่ไม่มีหนังสือเดินทางออกนอกประเทศ ยืนเข้าแถวรอถิว จากกาสังเกตพบว่า ทุกคนได้เตรียมเงินคนละ 50 บาท เเล้วยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนายหนึ่งที่นั่งอยู่ภายใน โดยไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน

เมื่อถึงคิวของทีมข่าวที่แฝงตัวเข้าไป ได้บอกว่าไม่มีหนังสือเดินทาง กลับได้รับแจ้งว่าต้องจ่าย 50 บาท แล้วปรากฏว่าสามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีการตรวจสอบเอกสารใดๆ

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถาม นายตำรวจท่านหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ นามสกุล เเละตำเเหน่ง) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในตู้บังคับการจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม กลับได้รับการปฏิเสธและบ่ายเบี่ยง อ้างให้ไปสอบถามผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ ข้างที่ว่าการอำเภอกาบเชิง

หลังนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ ข้างที่ว่าการอำเภอกาบเชิง เพื่อสอบถามนายตำรวจระดับสูงท่านหนึ่ง และตำรวจอีกหลายๆ นาย เเต่กลับได้รับการปฏิเสธ และของดให้สัมภาษณ์ต่อสื่อทุกกรณี

ชันโรงคืออะไร คนสมัยนี้รู้จักกันรึป่าว?พระอาจารย์ประภาส โรจนวังโส(แดน)เกจิอาจารย์แห่งเบื้องบูรพา

มีพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าจำนวนหลายท่านที่นิยมนำชันโรงมาเป็นส่วนผสมของพระที่จะทำการสร้างหรือนำมาอุดไว้ที่ใต้ก้นของพระเพื่อปิดไว้มิให้ผง หรือกระดาษสาที่บรรจุอักขระไว้ที่ก้นพระหลุดหายไป

ซึ่งโบราณถือว่าเป็นของทนสิทธิ์ มีอุปเท่ห์ทำให้เกิดความขลัง ชันโรงตั้งแต่ดั้งเดิมที่เกจิอาจารย์นำมานั้นจะมีอยู่ 2 แบบคือ

ชันโรงที่อยู่ใต้ดิน และชันโรงที่อยู่บนกิ่งไม้ ซึ่งถือเป็นของหายาก และมีคุณวิเศษในตัว สามารถนำมาเป็นส่วนผสมหรือนำมาเป็นองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์พระให้เกิดความขลัง?
ชันโรงหมายถึงแมลงประเภทหนึ่งคล้ายผึ้งตัวดำ

ชันโรง

 มักจะทำรังอยู่ตามใต้ดิน หรือตามกิ่งไม้ แมลงเหล่านี้จะทำรังซึ่งมีส่วนผสมของขี้ผึ้งผสมด้วยขี้ดินและ ยางไม้ ส่วนผสมทั้ง 3 อย่างที่ถูกผลิตมาจากแมลงเหล่านี้จะมีลักษณะสีดำเป็นส่วนหญ่ ในส่วนของสีน้ำตาลแกมดำก็มีแต่พบน้อยกว่าและถูกเรียกว่า ?ชันโรง?

ในการนำชันโรงมาอุดที่ใต้องค์พระเกจิอาจารย์จะใช้ชันโรงที่อยู่ใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ และหากหาไม่ได้ก็มักจะใช้ชันโรงที่อยู่บนกิ่งไม้ที่ยื่นไปทางทิศตะวันออก ซึ่งถือเคล็ดอย่างหนึ่งในการสร้างพระ เกจิอาจารย์ที่นิยมสร้างพระผสม หรืออุดด้วยชันโรงได้แก่ หลวงปูเอี่ยม วัดหนัง ?หลวงปู่รอด ?วัดโคนอน เป็นต้น หากจะเปรียบเทียบชันโรงแล้วจะมีความคล้ายคลึงกับครั่งเป็นอย่างมากในด้านของเนื้อหาจะแตกต่างกันเฉพาะสีเท่านั้นเพราะ ครั่ง ส่วนใหญ่จะมีสีน้ำตาล หวังว่าท่านทั้งหลายคงได้รับความรู้จากเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ?สวัสดีครับ

เราได้คัดสรรบริการเกมส์ gclubslot คาสิโนออนไลน์ ชั้นนำมาให้ท่านลูกค้าได้เลือกเล่นกันมากมาย ส่วนมากจะเป็นบริการที่ได้รับความนิยม และรู้จักันดีอยุ่แล้ว ท่านที่ชอบพนันบอลออนไลน์ไม่ควรพลาด สมัครง่ายเดิมพันสนุก กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ที่เว็บไซต์ : gclubcasinoonline.com

 

รวบ2โจ๋ยิงเหยื่อชิงรถจยย.นำเงินขายซื้อยาบ้า

ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 แถลงรวบ 2 โจ๋ ประกบยิง เหยื่อ ชิงรถ จยย. นำเงินขายซื้อยาเสพติดเสพ%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8  แถลงการจับกุม   นายชนะชล  อายุ 23 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด และ นายธีรศักดิ์   อายุ 23 ปี  ชาว จ.สุรินทร์  ผู้ต้องหา ก่อเหตุชิงทรัพย์ย่านถนนกรุงธนบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS กรุงธนบุรี ช่วงเช้ามืด วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยยึดของกลาง อาวุธปืนลูกโม่ไทยประดิษฐ์ และเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง

โดย พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าได้รับแจ้งจาก นายปิยะวัตร สีสัน อายุ 28 ปี ผู้เสียหาย ว่าขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่บริเวณถนนกรุงธนบุรี มุ่งสะพานสาธร ได้ถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่จากด้านหลังกระสุนโดนไหล่ซ้าย ได้รับบาดเจ็บก่อนที่รถจะล้มลง จากนั้นหนึ่งในกลุ่มคนร้ายได้ลงมาขี่รถจักรยานยนต์ของตนหลบหนีไป  ซึ่งกล้องวงจรปิดจากหลายจุด สามารถบันทึกภาพการก่อเหตุได้อย่างชัดเจน

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสอง ให้การรับสารภาพ อ้างว่า ก่อเหตุจริงโดย ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบก่อนชักปืนยิงขู่ แต่ปรากฏว่ากระสุนถูกผู้เสียหายบาดเจ็บล้มลง ก่อนจะวิ่งไปคว้ารถจักรยานยนต์ขี่หลบหนีไป จากนั้นก็นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขายให้กับ นายยีน (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) ที่ซอยเทียนทะเล28 ได้เงิน 10,000 บาท จึงแบ่งเงินกันซื้อยาเสพติดเสพ 

 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา มีประวัติถูกจับดำเนินคดียาเสพติดโชกโชน อีกทั้งยอมรับว่าก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวหลายครั้ง หลายพื้นที่  

ไฟไหม้กุฏิแม่ชีวัดอโศการามวอดเสียชีวิต1

ไฟไหม้กุฏิแม่ชีวัดอโศการาม สมุทรปราการ วอดทั้งหลัง พบศพหญิงใบ้ ถูกไฟคลอกตาย 1 ราย%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในชุมชนซอยวัดอโศการาม ถนนสุขุมวิท ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเป็นกุฏิแม่ชี หรือ บ้านพักแม่ชี ภายในวัดอโศการาม เป็นกุฏิไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่ในซอยวัดอโศการาม 8 เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำสะกัดเปลวไฟที่พวยพุ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ภายหลังตรวจสอบสภาพความเสียหาย พบว่าเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหลัง และพบมีผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นางลัดดา อายุ 43 ปี ผู้พิการทางหู ไม่ได้ยินและเป็นใบ้ นอนเสียชีวิตในลักษณะนอนคว่ำหน้าอยู่ใต้เถ้าถ่าน สภาพไหม้เกรียมทั้งตัว

อย่างไรก็ตาม เขตพื้นที่บริเวณวัดอโศการราม ถูกแบ่งเป็นถนนซอยต่าง ๆ ปลูกสร้างกุฏิให้พระลูกวัดและแม่ชีได้อาศัยอยู่ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่

คอหวยทำเหตุ! ไฟไหม้โกดังเก่าซอยสาธุประดิษฐ์ ลามชุมชนใกล้เคียง

(1 ก.ย.) ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ ธนจินดา รองสว.(สอบสวน) สน.บางโพงพาง รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บของเก่าลุกลาม ภายในซอยสาธุประดิษฐ์ 57 แยก 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานาวา กทม. จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไฟไหม้ที่เกิดเหตุเป็นโกดังเก็บของเก่าไม่มีเลขที่ เข้ามาจากปากซอยประมาณ 100 เมตร อยู่ใกล้กับชุมชนบ้านเรือนติดกันหลายหลัง พบเพลิงพวยพุ่งจากโกดังเนื้อที่ 2 ไร่ เพลิงลุกลามไปยังอู่ซ่อมรถเอสวีพีซึ่งอยู่ติดกัน โดยอู่เปิดให้ประชาชนในซอยนำรถมาจอดได้ด้วย ขณะที่เพลิงลุกไหม้ทำให้หลังคาของโกดังเก็บของเก่าพังถล่มลงมา

นอกจากนี้ยังลามไปไหม้รถยนต์ที่จอดอยู่ในอู่ได้รับความเสียหาย 4 คัน เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงจำนวนนับ 10 คัน ฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ ใช้เวลา 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

จากการสอบสวน นางมาลี แซ่เฮง อายุ 65 ปี ให้การว่า โกดังเก็บของเก่าเป็นของ นายฮ้อ แซ่เฮง อายุ 67 ปี สามีของตนเองหลังจากไปเช่ามาจากคนอื่นอีกที แต่เดิมทีสถานที่ดังกล่าวเป็นโรงงานกลึงน็อตเนื้อที่ 4 ไร่ ทางเจ้าของได้แบ่งที่ให้อู่ซ่อมรถและโกดังเก็บของเก่าอย่างละ 2 ไร่

ก่อนเกิดเหตุ มีชาวบ้านมาไหว้ขอหวยที่ต้นโพธิ์ซึ่งอยู่ติดกับโกดังเก็บของเก่า โดยจะมาไหว้ขอหวยกันเป็นประจำ ยิ่งวันนี้หวยออกจึงมีชาวบ้านมาขอเลขเด็ดเป็นจำนวนมาก มีการจุดธูปเทียน เอากระดาษมาเผา ทางคนคุมสถานที่ได้ไล่ให้กลับไปตั้งแต่เวลา 02.00 น.แล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอาจจะมีบางรายยังไม่ได้เลขเด็ด ย้อนกลับเข้ามาขออีก แล้วไม่ได้ดับไฟให้เรียบร้อยจนเกิดเพลิงลุกไหม้ที่ต้นโพธิ์ ทำให้ติดไฟลามเข้าไปในอู่รถและโกดังอย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ให้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พร้อมเรียกพยานเข้าให้ปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายต่อไป

นำจับ 1 แสน ตามล่ารถขนนมถูกปล้น คาดเตรียมใช้ก่อเหตุคาร์บอม

เจ้าหน้าที่ปัตตานี เร่งค้นหารถส่งนมโรงเรียน หลังถูกคนร้ายปล้นวานนี้ คาด เตรียมใช้ก่อเหตุคาร์บอมบ์รถส่งนมบรรยากาศในพื้นที่ จ.ปัตตานี หลัง 6 คนร้าย ได้ปล้นรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแมกซ์ สีบรอนซ์ ตอนเดียว มีโลโก้นม หมายเลขทะเบียน บธ – 1426 ปัตตานี ของ นายอับดุลบากา มาลายา บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านชะเมาสามต้น ม.5 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นรถส่งนมให้กับโรงเรียน ล่าสุดวันนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยังคงนำกำลัง

ออกตรวจสอบ อู่ซ่อมรถในพื้นที่ที่รับผิดชอบ หลังจากสืบทราบว่า รถคันดังกล่าวคนร้ายได้เตรียมบรรจุระเบิด หรือเปลี่ยนป้าย เปลี่ยนสี เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกตได้ชัด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีการวางจุดสกัดจับรถและบุคคลตามเส้นทางเข้าออกพื้นที่ทุกเส้นทาง ที่คาดว่าคนร้ายอาจหลบหนี

ขณะที่ นายโอม เชื่อแหลม นายอำเภอสายบุรี ได้ประกาศรางวัลนำจับ 100,000 บาท หากใครพบเบาะแสรถคันดังกล่าว และทุกฝ่ายยังเชื่อว่า รถคันดังกล่าวยังอยู่ในพื้นที่ เพื่อเตรียมนำมาก่อเหตุในช่วงนี้ ส่วนของความไม่สงบจากเมื่อคืนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ จ.ปัตตานี ยังไม่เกิดเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

ตำนานเรื่องเล่าไทย ผีทะเล ผีพรายทะเล อ.แดน จอมขมังเวทย์

ผีทะเล เป็นผีชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของคนที่เสียชีวิตในทะเล ผีทะเลมักปรากฏให้เห็นหลายลักษณะ บ้างก็อาจปรากฎในรูปลักษณ์ของคนที่เดินลากปลาตัวใหญ่ขึ้นมาจากทะเลพรายทะเลเนื่องมาจากถูกปลากินจนเสียชีวิต หรือบ้างก็ปรากฎตัวในชาวประมงเห็นโดยขึ้นมาบนเรือในยามวิกาลขณะที่ชาวประมงกำลังออกเรือหาปลา ซึ่งผีทะเลที่ขึ้นมาบนเรือในลักษณะนี้ มักจะมาในรูปแบบของดวงไฟที่สว่างอยู่บนเสากระโดงเรือ ซึ่งชาวประมงมีความเชื่อโดยทั่วกันว่า ถ้าผีทะเลได้ขึ้นมาเกาะบนเสากระโดงเรือของชาวประมงลำใด จะส่งผลให้เรือลำนั้นอัปปางลงกลางทะเลในที่สุด

ปรากฏการณ์ผีทะเลไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ชาวตะวันตกก็มีความเชื่อในทำนองนี้เช่นกัน โดยเรียกกันว่า เปลวเพลิงแห่งเซนต์เอลโม (St. Elmo’s Fire) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดไฟฟ้าสถิตย์ในอากาศแล้วไหลลงสู่ที่ต่ำโดยผ่านวัตถุอย่างเสากระโดงเรือ เหตุการณ์เช่นนี้จึงมักจะเกิดในวันที่มีฝนตกและมีพายุฝนรุนแรง

ในด้านของวรรณคดีไทย ก็มีการกล่าวถึงผีทะเลเอาไว้เช่นกัน โดยพบในวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” ซึ่งเป็นบทประพันธ์เอกของสุนทรภู่ครูกวีศรีสยาม ผีทะเลในเรื่องนี้ก็คือนางผีเสื้อสมุทร ผู้เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์ร้ายกาจ มีอำนาจมากมาย และเป็นใหญ่ที่สุดในบรรดาภูตผีทั้งหมดที่สิงสู่อยู่ในท้องทะเล

แต่ในปัจจุบัน คำว่าผีทะเลกลับเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม และมักใช้เป็นคำด่าทอหรือคำตำหนิที่ออกแนวแกมหยิกแกมหยอก มากกว่าจะใช้เป็นคำที่เรียกภูตผีที่มาจากท้องทะเล

ปลัดมท.ยันสอบสุขุมพันธุ์10ก.ย.ต้องรู้ผล

ปลัด มท. ยัน สอบ ‘สุขุมพันธุ์’ ปมประดับไฟแล้ว ย้ำ 10 ก.ย. ต้องรู้ผล รายงาน พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อดำเนินการปลด – ย้ายตามกฎหมายปลัดมท.นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร จำนวน 39.5 ล้านบาท ว่า คณะกรรมการชุดนี้เป็นการสอบข้อเท็จจริงทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ทางอาญา วินัย และความรับผิดทางละเมิด

เมื่อมี 3 เรื่องนี้เกิดขึ้น ทาง กทม. เป็นหน่วยงานต้นสังกัดที่จะต้องดำเนินการ ส่วนกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ดำเนินการเฉพาะตัวบุคคล คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เท่านั้น ขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างการสอบสวน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อยู่ และได้ข้อมูลจาก กทม. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาบางส่วนแล้ว หากมีความชัดเจน จะแถลงให้รับทราบอย่างแน่นอน

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ดำเนินการมา 2-3 ครั้งแล้ว จนถึงขณะนี้ข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยได้ขอไปยัง กทม. สตง. และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มาบางส่วนแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการสอบสวน

อย่างไรก็ตาม ใน วันที่ 10 ก.ย. นี้ จะต้องรู้ผลหากพบความผิดจริงจะรายงานไปที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินปลดย้ายตามกฎหมายต่อไป จากเดิมที่ให้รายงานความคืบหน้าแค่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่50/2559 ตามมาตรา 44 ออกมา ก็จะต้องรายงานมาที่นายกรัฐมนตรีด้วย