ยังไม่ส่ง 4 โจ๋คู่กรณีลุงวิศวะ ฟ้องศาล เอกสารไม่พร้อม

กรณีเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิด ตามคดีอาญที่ 178/60 แก่กลุ่มวัยรุ่นรวม 4 คน คู่กรณีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร ที่ใช้อาวุธปืนยิงนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จนเสียชีวิต บนถนนสายอ่างศิลา-สุขุมวิท ต.อ่างศิลา
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับทราบ ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ โสมทัศน์ อายุ 20 ปี นายอดิศร แสนศักดิ์ อายุ 21 ปี และนายกมล แจ่มวัย อายุ 21 ปี ในข้อกล่าวหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนนายนิพนธ์ ทองลี อายุ 27 ปี คนขับรถตู้ ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เป็นผู้สนับสนุน ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่, เป็นผู้สนับสนุนร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น, จอดรถกีดขวางการจราจร ซึ่งทั้งหมดได้รับทราบข้อกล่าวหา และยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และมีการเตรียมการว่าจะทำการส่งฟ้องศาลในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.นี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

คืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คน ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ จันทร์ศรีเพชร รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.แสนสุข ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เพื่อนำเอกสารสำคัญทางราชการต่างๆ อาทิ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดย พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า ในวันนี้คาดว่าจะส่งตัวทั้ง 4 คนฟ้องศาลไม่ทัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ขาดเอกสารสำคัญต่างๆ หลายชิ้น ซึ่งในวันนี้กลุ่มวัยรุ่นได้นำมามอบให้เพิ่มเติม คาดว่าจะทำสำนวนคดีส่งฟ้องศาลไม่ทัน จึงจะได้ทำการส่งฟ้องในวันจันทร์ที่ 20 ก.พ.นี้


“ธัมมชโย”เผ่นออกจากวัด จ่อมอบตัวแต่ขอได้ประกัน

19
หลังจากทางรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งใช้มาตรา 44 ให้พื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ ป้องกันไม่ให้มีบุคคลเข้าไปในพื้นที่ และผลักดันผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในวัดออกนอกพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจค้นหาตัวพระธัมชัยโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาสบคบและร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจรนั้น

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผย “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า จากการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งชุดปฏิบัติการคดีพิเศษเข้าตรวจค้นตามหมายค้น เริ่มจากประตู 8 และกระจายกำลังไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในวัด โดยกระจายกำลัง 20 จุด จุดละ 1 อาคาร และจากการข่าวยืนยันแล้วว่า พระธัมมชโยไม่อยู่ภายในวัดแล้ว แต่ยังอยู่ในประเทศไทย เบื้องต้นมีการประสานในทางลับว่าจะขอเข้ามอบตัวในเร็ววันนี้ โดยจะทำเหมือนกรณีของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ที่ติดต่อประสานขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่กลางดึกคืนวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามหมายจับในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และได้รับการประกันตัวออกไป แต่ห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม โดยกรณีของพระธัมมชโยก็มีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน ว่าหากมีการเข้ามอบตัวแล้ว จะต้องได้รับประกันตัว เนื่องจากเกรงว่า หากไม่ได้รับการประกันตัว จะทำให้ต้องถูกสึก หลุดพ้นจากการเป็นพระ

สำหรับความเคลื่อนไหวในวันนี้ (17 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. ทางพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ประชุมเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าค้นวัดพระธรรมกายในวันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าร่วมประชุมด้วย อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นเพิ่มเติม ในส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตรวจค้น ซึ่งเมื่อวานทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นในส่วนของพื้นที่ 196 ไร่ (โซน A) วันนี้จะเข้าตรวจค้นในส่วนที่เหลือ 130 ไร่ (โซน B) 4 จุด และ 2000 ไร่ (โซน C) 4 จุด สำหรับการตรวจค้นในวันนี้จะมีในส่วนของหอฉันคุณยายอาจารย์ อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ ที่พักคณะสงฆ์ และส่วนของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย โดยจะตรวจค้นให้ทั่วทุกจุด ทุกบริเวณ ซึ่งทางดีเอสไอได้ขอหมายศาลเข้าตรวจค้นหลายวัน ซึ่งก็จะทำการตรวจอย่างละเอียด ในส่วนของเมื่อวานนี้ จากการตรวจค้นอาจจะมีบางจุดที่เกิดความไม่เข้าใจกัน มีการยื้อยุดกันในบางพื้นที่ ก็ได้มีการเจรจาและสามารถเข้าไปตรวจค้นได้

“ถ้าเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นทุกพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่พบตัวพระธัมชัยโย ก็ไม่มีผลอะไรกับคดีความ เพราะเวลานี้พระธัมชัยโยได้ถูกออกหมายจับแล้ว ไม่ว่าจะยังไงทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี ในส่วนของที่เมื่อวานทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นแล้วพบว่า มีเตียงและผ้าคลุมที่อ้างว่าเป็นของพระธัมชัยโยนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าพระธัมชัยโยไม่ได้ป่วยหรืออาพาธหนักขนาดที่จะเคลื่อนย้ายไม่ได้”พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมืองกล่าว


‘พิชัย’ เหน็บ ‘สมคิด’ ไม่เลิกขายฝัน

12

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามจะขายฝันว่า ปี 2560 เศรษฐกิจจะดี การลงทุนจะมากเป็นประวัติศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เศรษฐกิจดีได้ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และที่บอกว่าจะโตถึง 4-5% นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ผ่านมานายสมคิดคาดการณ์เศรษฐกิจผิดมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก ดังนั้น อยากให้ตอบ 6 คำถามดังนี้ 1.เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วดีตามที่นายสมคิดออกมาเถียงหรือไม่ เศรษฐกิจทั้งปีโตได้ 3.5% ตามที่นายสมคิดเคยยืนยันหลายหนหรือไม่ เพราะจากข้อมูลได้รับทราบว่า เศรษฐกิจปลายปีที่แล้วค่อนข้างแย่ ซึ่งโตต่ำที่สุดกว่าทุกไตรมาสตามที่ได้เตือนไว้แล้ว ฉุดให้ทั้งปี 59 โตได้แค่ 3.2% ไม่ได้ดีตามที่นายสมคิดยืนยัน นายสมคิดจะรับผิดชอบอย่างไร
นายพิชัย กล่าวต่อว่า 2.การที่นายสมคิดบอกว่า ยอดการส่งเสริมการลงทุนที่ 584,350 ล้านบาทเป็นยอดที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ ต้องถามว่า ที่ได้ขอส่งเสริมไปแล้วและที่ได้มีการลงทุนจริงนั้นเท่าไหร่ ทำไมแบงค์ชาติถึงบอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ถึงลดลง 63% จากปี 58 ที่แย่อยู่แล้ว เพราะความจริงคือยอดการขอส่งเสริมมีมากแต่การลงทุนจริง ๆ กลับมีน้อย อีกทั้งหากย้อนกลับไปในปีก่อนการปฏิวัติ เช่น ปี 2555 ยอดการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท และในปี 2556 ยอดขอการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนจริงสูง และยอดขอส่งเสริมก็สูงกว่ายอด 5.8 แสนล้านบาทที่นายสมคิดพยายามขายฝันว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์มาก ใช่หรือไม่ 3.การที่นายสมคิดจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาโดยบอกว่าไปเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน นายสมคิดทราบหรือไม่ว่าสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายสหรัฐฯ มาก่อน ส่งเสริมให้คนลงทุนในสหรัฐฯ มากกว่าลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น จะหวังความสำเร็จในการเยือนได้ขนาดไหน อีกทั้งสหรัฐฯ เองก็เร่งให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยจากการฝึกคอบร้าโกลด์ที่ผ่านมา อยากให้นายสมคิดช่วยแถลงว่า ที่ผ่านมาได้ไปเยือนญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส และจีน มีผลสำเร็จในการเยือนเป็นอย่างไร เหตุใดกลับมาแล้วการลงทุนจึงไม่เพิ่มขึ้นเลย เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ใช่หรือไม่ ไม่อยากให้ไปเยือนเฉยๆ แต่ไม่เกิดประโยชน์อะไร ได้แค่เอามาทำการตลาดเท่านั้น

นายพิชัย กล่าวอีกว่า 4.นายสมคิดทราบหรือไม่ว่า การจะปรับประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ให้เทียบเท่าประเทศอื่น ทำให้ต้องมีการนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ มาทดแทนการจ้างงาน จะทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้เตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ทำไมไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย 5.จริงอยู่ที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศยังแข็งแกร่งในปัจจุบัน มีเงินทุนสำรองสูง และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าประเทศไทยยังมีการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก มีการส่งออกที่ไม่เพิ่มขึ้น และการลงทุนหดหาย แปลว่าปัจจุบันเป็นการกินบุญเก่าใช่หรือไม่ เพราะทุนสำรองที่สูงและหนึ้สาธารณะที่ต่ำก็มีมาตั้งแต่รัฐบาลเดิมแล้ว ไม่ได้เกิดเพราะรัฐบาลนี้ และการที่หนี้สาธารณะที่ต่ำมาตลอดแสดงให้เห็นว่า นโยบายประชานิยมที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ประเทศล่มสลายเหมือนที่ถูกใส่ร้ายใช่หรือไม่ และ6.การที่รัฐบาลพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มหลายทางในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นแนวทางที่ถูกหรือไม่ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตกหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้วควรต้องลดภาษี เพราะการลดภาษีจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นจะส่งผลให้รัฐบาลได้ภาษีกลับมามากกว่า ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว หากจำกันได้ รัฐบาลเพื่อไท มีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% แต่กลับเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจดี มีการเจริญเติบโตสูงถึง 6.5% ในปี 2555 ก่อนที่จะมีการประท้วงและเกิดการปฏิวัติ

“อยากให้นายสมคิดศึกษาแนวคิดเดิมที่นายสมคิดเคยสังกัด เพื่อนำไปศึกษาปรับปรุงแนวทางของตัวเอง มิเช่นนั้นประชาชนจะไม่เชื่อว่านายสมคิดจะเคยมีแนวคิดที่ดีในอดีตจริง เพียงแต่ทำตามแนวทางของพรรคเดิมเท่านั้น และหากนายสมคิดเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมก็ยินดีจะร่วมชี้แจงให้ประชาชนฟังพร้อมกันได้เสมอ เพื่อให้ประชาชนทราบภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่แท้จริง และอนาคตที่ยังคงมืดมน”นายพิชัยกล่าว


พี่น้อง9คนเป็นโจรหมด โดนป.รวบแล้ว4หลบหนี5

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. มอบหมายให้ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี สว.กก.2 บก.ป. พ.ต.ท.วิญญู แจ่มใส สว.กก.2 บก.ป. ร.ต.อ.จิรพัฒน์ เขียวศิริ รอง สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุม น.ส.ติ๋ม เอี่ยมผึ้ง อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ที่ 23/2555 ลงวันที่ 28 พ.ค. 55 ข้อหาลักทรัพย์ , น.ส.จิ๋ว เอี่ยมผึ้ง อายุ 44 ปี จำเลยตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ 16/2550 ลงวันที่ 23 มี.ค. 50 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และ น.ส.ต๋อย เอี่ยมผึ้ง อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 501/2557 ลงวันที่ 30 เม.ย. 57 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน อยู่บ้านเลขที่ 263/2 ซอยกุนนที แขวงและเขตดินแดง กทม. โดยจับกุม น.ส.ติ๋ม ได้ที่ซอยหมู่บ้านอยู่เจริญ 3 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ส่วน น.ส.จิ๋ว จับกุมได้ที่ซอยกุนนที แขวงและเขตดินแดง ขณะที่ น.ส.ต๋อย สามารถจับกุมได้ที่อาคาร 12 หมู่บ้านเอื้ออาทรคลองถนน แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม.
สืบเนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 3 คนนี้รวมถึงพี่น้องร่วมสายเลือดอีก 6 คนรวมทั้งหมด 9 คน มีพฤติการณ์ก่อเหตุลักทรัพย์ตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อต่างๆ ในหลายพื้นที่ โดยลงมือก่อเหตุมานับตั้งแต่ปี 46 ต่อเนื่องกัน โดยทั้งหมดแยกย้ายกันก่อเหตุ ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 3 ถูกแจ้งความดำเนินคดี และถูกศาลออกหมายจับไว้ เมื่อถูกจับกุมและส่งตัวไปดำเนินคดีในชั้นศาลแล้วกลับหลบหนีระหว่างได้รับการประกันตัวในชั้นศาล จึงถูกศาลออกหมายจับไว้ กระทั่งชุดสืบสวน กก.2 บก.ป.สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ได้ดังกล่าว สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ จึงนำผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดปราจีนบุรี ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม และศาลอาญา ตามลำดับ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติของผูต้องหาแก๊งนี้ทราบว่าก่อนหน้าที่จะมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาสมาชิกแก๊งดังกล่าวได้แล้ว 1 ราย ทำให้ขณะนี้เหลือผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่อีก 5 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี.